วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บัตรเครดิตฟื้นไข้"ยอดใช้พุ่ง-หนี้เสียลด"


จัดทำบทความโดย น.ส วาสินี สำเภา เลขทะเบียน 5001103119


เรื่อง บัตรเครดิตฟื้นไข้ "ยอดใช้พุ่ง-หนี้เสียลด"

ธุรกิจบัตรเครดิตฟื้นตัว ยอดใช้เดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 4,532 ล้านบาท กดเงินสดล่วงหน้า-หนี้เสียลด เหตุประชาชนระวังการใช้จ่าย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิตทั้งระบบงวดสิ้นเดือน มิ.ย. พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมทั้งระบบมีทั้งสิ้น 7.46 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,532 ล้านบาท หรือ 6.47% จากเดือนก่อนหน้าที่มียอดใช้จ่ายแค่ 7.01 หมื่นล้านบาท

ภาวะดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น ตามสัญญาณเศรษฐกิจในหลายด้านที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเดือนมิ.ย. ปีนี้ เทียบกับเดือนมิ.ย. ของปีก่อน จะพบว่ายอดใช้จ่ายยังลดลง 728 ล้านบาท หรือ 0.96% เท่านั้น แต่ถือเป็นสัญญาณการใช้จ่ายที่ใกล้จะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว

ทั้งนี้ ปริมาณการใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิต แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 5.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,823 ล้านบาท หรือ 9.29% จากเดือนก่อนหน้าที่มี 5.19 หมื่นล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนก็เพิ่มขึ้น 712 ล้านบาท หรือ 1.27%

สำหรับการใช้จ่ายในต่างประเทศเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 149 ล้านบาท หรือ 5.36% จาก 2,789 ล้านบาท เหลือ 2,640 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 323 ล้านบาท หรือ 11%

ด้านยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตนั้น เทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 142 ล้านบาท หรือ 0.92% จาก 1.54 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.52 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเทียบการเบิกเงินสดล่วงหน้าเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 1,117 ล้านบาท หรือ 9.84%

“การเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงน่าจะมีสาเหตุมาจากประชาชนผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จึงจ่ายเฉพาะที่จำเป็นยอดกดเงินจึงลดลงผิดคาด จากเดิมที่คาดว่าคนจะกดเงินสดเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในมือในภาวะที่เงินเดือนรายได้ลดลง” ธปท.วิเคราะห์

สำหรับปริมาณบัตรเครดิตทั้งระบบล่าสุด ณ มิ.ย.ปีนี้ มีจำนวน 13.1 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2.18 หมื่นใบ หรือ 0.17% ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบมีจำนวน 1.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1,546 ล้านบาท

ในจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดนั้นปรากฏว่า มียอดหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป (เอ็นพีแอล) 5,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 354 ล้านบาท หรือ 6.37% จากช่วงสิ้นเดือนมี.ค. ที่มีแค่ 5,554 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธปท.ยังรายงานยอดสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับงวดสิ้นเดือนมิ.ย. ปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 2.22 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,203 ล้านบาท หรือ 0.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ภายใต้บัญชีสินเชื่อทั้งสิ้น 9.15 ล้านบัญชี โดยในจำนวนนี้ มียอดเอ็นพีแอลลดลง 898 ล้านบาท

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=61274

คำถาม
1. ยอดใช้บัตรเครดิต เดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
2. หากเปรียบเทียบยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเดือนมิ.ย. ปีนี้ เทียบกับเดือนมิ.ย. ของปีก่อน จะพบว่ายอดใช้จ่ายเพิ่มหรือลดลงเท่าไหร่
3. การเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร



วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นักลงทุนเทขายหุ้นทำกำไรตลอดวันดันปิดตลาดเพิ่มขึ้น 9.05 จุด

จัดทำบทความโดย น.ส.จิราวรรณ บุญประสงค์ เลขทะเบียน 5001103046


เรื่อง นักลงทุนเทขายหุ้นทำกำไรตลอดวันดันปิดตลาดเพิ่มขึ้น 9.05 จุด

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 6 ส.ค. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน แต่สามารถปิดบวกได้ ตามแรงเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 649.87 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 637.72 จุด จนมาปิดตลาดที่ 649.21 จุด เพิ่มขึ้น 9.05 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 1.41 ด้วยมูลค่าการซื้อขายคึกคัก 24,786.95 ล้านบาท ส่วนตลาดเอ็ม เอ ไอ ปิดที่ 185.50 จุด เพิ่มขึ้น 0.82 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 90.64 ล้านบาท ด้านสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 1,603.93 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 973.81 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่630.12 ล้านบาท โดยนายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงเช้า และแกว่งตัวขึ้นในช่วงบ่าย จากการที่นักลงทุนเข้าเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักเป็นรายวัน รวมทั้งเป็นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคหลายแห่งที่ฟื้นตัวขึ้นส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ส.ค.นี้ มองว่า ดัชนียังคงผันผวนขึ้นกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศและราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก หากฟื้นตัว หุ้นไทยก็จะปรับตัวตาม และหากลดลง จะลงตาม แต่เชื่อว่าคงไม่ลดมากนัก เนื่องจากเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง โดยประเมินแนวรับที่ 640-643 จุด และแนวต้าน 655-660 จุด ด้านกลยุทธ์ แนะนำทยอยขาย เมื่อดัชนีเข้าใกล้แนวต้าน หรือเลือกเก็งกำไรช่วงปรับฐานระหว่างวัน และรอซื้อช่วงอ่อนตัวสัปดาห์หน้า

ที่มา: www.news.mcot.net/economic

คำถาม

1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจุดปิดตลาดมีค่าเท่าไร และคิดเป็นร้อยละเท่าไร

2.ส่วนแตกต่างของจุดเพิ่มขึ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์กับตลาดเอ็ม เอ ไอ มีค่ากี่จุด

3.ค่าดัชนีแกว่งตัวผันผวนขึ้นอยู่กับสิ่งใดเป็นหลัก


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กรุงไทยคลอด กองเกาหลี2ปี จ่ายปีละ3.6%

จัดทำบทความโดย นส. ชุลีพร พุทธพงษ์ เลขทะเบียน 5001103108

เรื่อง กรุงไทยคลอด กองเกาหลี2ปี จ่ายปีละ3.6%

TIES แม่-ลูกกอดคอดิ่งเหว 2 ฟลอร์ติด ระบบไม่เสียหายยับ พบคนเล่นกระจุกตัว บล.ตื่นคุมวางเงินสดก่อนซื้อ ผู้บริหารเก่งชิงขายโกยเฉียด 40 ล้านบาท

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ราคาหุ้นบริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม (TIES) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นบริษัท ไทยบริการฯ (TIES-W1) ปรับตัวลงแรงติดฟลอร์ 2 วันซ้อน ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) มากเหมือนบางกรณีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป็นเพราะการให้สินเชื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน) หุ้น TIES และ TIES-W1 กระจายในบริษัทหลักทรัพย์หลายราย และก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ได้ออกมาเตือนนักลงทุน และได้ฝากให้โบรกเกอร์ช่วยดูแลการซื้อขายหุ้นตัวนี้แล้ว ทำให้บริษัทหลักทรัพย์หลายรายกำหนดให้ลูกค้าวางเงินสด 100% ก่อนซื้อหุ้น (แคชบาลานซ์) เพื่อเพิ่มความระมัดระวังของบริษัทและลูกค้าก่อนที่หุ้นจะเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์ตั้งแต่วันที่ 8-24 ก.ค.นี้

นอกจากนี้ หุ้นที่ติดฟลอร์ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนในวงกว้าง เพราะคนที่ซื้อขายหุ้น TIES กระจุกอยู่ในกลุ่ม และผู้บริหารบริษัท ไทยบริการฯ ก็ได้ขาย TIES-W1 แล้ว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ TIES และ TIES-W1 ดิ่งติดฟลอร์นั้น นายศักรินทร์ กล่าวว่า ไม่ได้เกิดจากเหตุผลตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปตรวจสอบ แต่เป็นเพราะนักลงทุนเกรงว่าจะติดแคชบาลานซ์ จึงขายออกมาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ เคยเข้าไปตรวจสอบการซื้อขายหุ้น TIES เพราะราคาขึ้นแรงผิดปกติโดยไม่มีปัจจัยอธิบาย บริษัทยังมีผลขาดทุนอยู่ และบริษัทได้ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม (พีพี) ในราคาต่ำเพียง 0.50 บาทเท่านั้น จึงต้องการเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังตัว

สำหรับการตรวจสอบว่าหุ้นตัวใดจะเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์หรือไม่ นักลงทุนสามารถประมาณการได้ง่าย โดยคำนวณปริมาณการซื้อขายเพียง 2 วันก็สามารถทราบได้แล้ว และเมื่อ TIES-W1 เข้ามาเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ก็มีปริมาณการซื้อขายสูงมากเช่นกัน

แหล่งข่าวจากวงการบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า บล.ทรีนีตี้ และบล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ไม่ได้เจ็บตัวจากหุ้นไทยบริการฯ เพราะทรีนีตี้สั่งห้ามปล่อยมาร์จินให้ลูกค้ามาตั้งแต่เห็นราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงผิดปกติก่อนหน้านี้

สำหรับบล.กิมเอ็ง ก็ได้ระมัดระวังการปล่อยมาร์จินให้กับหุ้นตัวนี้ เพราะมีชื่อของนักลงทุนรายใหญ่คนหนึ่งมาเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องการให้ลูกค้าตกเป็นเหยื่อ


ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอัศวิน ชินกำธรวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยบริการฯ ได้ขาย TIES-W1 จำนวน 7.5 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 1.85 บาท รวมเป็นเงิน 13.87 ล้านบาท นายธีรพล เต็มสุข กรรมการ ขาย TIES-W1 จำนวน 3,403,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 1.85 บาท เป็นเงิน 6.29 ล้านบาท

วันเดียวกัน นายสมพล เต็มสุข รองประธานกรรมการ ขาย TIES-W1 จำนวน 2 รายการ รวม 5,653,799 หน่วย ในราคาหน่วยละ 1.85 บาท เป็นเงิน 10.45 ล้านบาท และขายหุ้น TIES 2,818,400 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2.80 บาท เป็นเงิน 7.89 ล้านบาท

เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา นายนพดล ยิ่งชัชวาลย์ กรรมการบริษัท ไทยบริการฯ มีการซื้อและขายหุ้น TIES หลายรายการในราคาสูงกว่า 2 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาประมาณเดือนต.ค. นักลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์เสียหายหนัก โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) เกือบล้มละลาย หลังราคาหุ้นบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) และบริษัท ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น (LIVE) ราคาดิ่งฟลอร์ติดต่อกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์และลูกค้ายังมีการฟ้องร้องกันหลายราย

ที่มา http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=55998

คำถามท้ายเรื่อง

1.ตลาดหลักทรัพย์หลายรายกำหนดให้ลูกค้าวางเงินสดกี่เปอร์เซ็น ก่อนซื้อหุ้น (แคชบาลานซ์)
2.สาเหตุที่ทำให้ TIES และ TIES-W1 ดิ่งติดฟลอร์นั้นคืออะไร
3.วิธีการตรวจสอบว่าหุ้นตัวใดจะเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์หรือไม่ ต้องทำอย่างไร

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เซียนหุ้นแนะเก็งกำไรหุ้นพลังงานหลังน้ำมันขึ้น

จัดทำบทความโดย นส.วรารัตน์ กัณหา เลขทะเบียน 5001103106

เรื่อง เซียนหุ้นแนะเก็งกำไรหุ้นพลังงานหลังน้ำมันขึ้น


ระบุปัญหาการเมืองในประเทศไม่น่าจะส่งผลต่อดัชนีฯในวันนี้ เตือนนลท.ระวังดัชนีฯขึ้นถึง 595-600 จุด จะมีแรงขายระยะสั้นออกมา โดยให้แนวรับที่ 580-577 จุด และแนวต้านที่ 595-600 จุด...

นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (16 ก.ค.) ว่าดัชนีฯมีโอกาสดีดตัวขึ้นในช่วงแรก จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่หากดัชนีปรับตัวขึ้นถึงเส้นจิตวิทยาที่ 595-600 จุด อาจจะมีแรงขายระยะสั้นออกมา เนื่องจากดัชนีฯได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 วันทำการติดต่อกัน โดยราคาน้ำมันดิบไนแม็กซ์ ปิดตลาดที่ระดับราคา 61.54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.02 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศที่ขณะนี้มีบางตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นลดลงจากวันทำการที่ผ่านมา น่าจะส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย โดยดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ระดับ 8,616.21 จุด เพิ่มขึ้น 256.72 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 9,475.04 จุด เพิ่มขึ้น 205.79 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดตลาดเช้าที่ระดับ 18,688.87 จุด เพิ่มขึ้น 430.21 จุด ดัชนีสเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เปิดตลาดเช้าที่ระดับ 2,423.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.95 จุด และดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน เปิดตลาดเช้าที่ระดับ 6,863.86 จุด เพิ่มขึ้น 125.26 จุด

“ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นๆที่น่าจับตาคงจะเป็นหุ้นกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะเร่ิมทะยอยประกาศผลประกอบการออกมา ช่วงนี้อาจจะมีแรงเก็งกำไรของนักลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว แต่หากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารออกมาไม่เป็นไปตามคาดอาจจะเป็นตัวที่กดดันดัชนีฯได้ อย่างไรก็ตามปัญหาการเมืองในประเทศ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะพิจารณาคุณสมบัติส.ส.ในวันนี้นั้นคาดว่ายังไม่ส่งผลต่อดัชนีฯ เพราะหากกกต.ตัดสินอย่างไรก็ตามยังต้องผ่านขั้นตอนของศาลอีก” นายชัย กล่าว

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุน เล่นเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยมีตัวเด่นคือ PTT , PTTEP โดยให้แนวรับที่ 580-577 จุด และแนวต้านที่ 595-600 จุด

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/19872

คำถาม
1. แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสดีดตัวขึ้นในช่วงแรก เนื่องจากอะไร
2. ราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน และปรับตัวขึ้นถึงเส้นจิตวิทยากี่จุด
3. หุ้นกลุ่มอื่นๆที่น่าจับตามองเป็นหุ้นของกลุ่มใด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอกชนแห่ออกหุ้นกู้หาแหล่งเงินแทนแบงค์

จัดทำบทความโดย นส. ศิริลักษณ์ จุมพลเสถียร เลขทะเบียน 5001103114



เรื่อง เอกชนแห่ออกหุ้นกู้หาแหล่งเงินแทนแบงค์





หลังธนาคารปล่อยกู้ยากเย็น สมาคมตราสารหนี้คาดปีนี้ เอกชนออกหุ้นกู้ทะลักกว่า 3.7 แสนล้านบาท ทำทุบสถิติใหม่ ทำตลาดตราสารหนี้คึกคัก…

วันนี้ (10 ก.ค.)นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลมูลค่า 5 0,000 ล้านบาท จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่บริษัทเอกชนยังคงให้ความสนใจในการระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้มาขายมากขึ้นเพราะถือเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในการระดมเงินทุน ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ค่อยปล่อยเงินกู้ให้ภาคธุรกิจเอกชน

กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวต่อว่า ครึ่งแรกของปี2552 ภาคเอกชนได้ระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้รวมกันแล้วมีมูลค่าสูงถึง 220,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าการออกหุ้นกู้ทั้งปี 2551 ที่มีมูลค่า 280,000 ล้านบาท แต่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะมี ผู้ออกรายใหญ่หรือบริษัทขนาดใหญ่ 2-3 ราย เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนรวมกันประมาณ 5 0,000 ล้านบาท เช่น บริษัท ปตท.(PTT) 30,000 ล้านบาท บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า(CENTEL) 2,000ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งยังไม่รวมกับบริษัทใหญ่และเล็กอื่น ๆ ที่เตรียมจะทยอยออกมาอีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบหรือหมดอายุมูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการออกหุ้นกู้ล็อตใหม่เพื่อทดแทนของเดิมอีกประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหุ้นกู้ที่ครบอายุ หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้ในคาดว่าทั้งปี 52 จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนรวมกันประมาณ 370,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดหุ้นกู้

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับ BBB ซึ่งเป็นระดับอินเวสเม้นต์เกรดที่เป็นอันดับต่ำสุด ได้หันมาออกหุ้นกู้มากขึ้น แม้ต้องเสียค่าความเสี่ยงเพิ่มอีก 3-4% เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ย สำหรับหู้นกู้อายุ 3 ปี ที่ระดับ 3%แล้วจะทำให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ที่ 6% แต่บริษัทเหล่านี้ก็พร้อมจะจ่ายในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ในส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้น(ตั๋วบี/อี) ปีนี้กลับมีการออกค่อนข้างหดตัว โดย 6 เดือนแรกมีการออกเพียง 245,000ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์(TSFC) ทำให้ผู้ลงทุนไม่กล้าลงทุนในตั๋วบีอีที่ออกโดยบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำแต่อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์นี้ทำให้บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูง ๆ ได้ใช้โอกาสนี้เริ่มออกตั๋วบีอี เพื่อนำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพราะมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการไปใช้วงเงินกู้หมุนเวียนระยะสั้น(โอดี)จากธนาคารพาณิชย์ เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ได้มีการออกตั๋วบีอีไปแล้ว 10,000ล้านบาท ซึ่งจ่ายอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3% เทียบกับดอกเบี้ยโอดีจากธนาคารซึ่งจะคิดในอัตราประมาณ 6% เท่ากับว่า จะช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ลงถึง 50%


ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/18646

คำถาม
1. ในปีนี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบหรือหมดอายุมูลค่ารวมประมาณอยู่ที่เท่าไหร่
2. รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์จำนวนเท่าไหร่
3. บริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับ BBB หมายถึงระดับใด