วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552
"พาณิชย์" โอนนำเข้าน้ำมันให้ธุรกิจพลังงาน
เรื่อง "พาณิชย์" โอนนำเข้าน้ำมันให้ธุรกิจพลังงาน
บริษัทน้ำมันต้องขออนุญาตกรมพลังงาน ระบุการดูแลเรื่องนำเข้าพลังงานคล่อง
ตัวมากขึ้นย้ำไม่กระทบภาพรวมระบบการนำเข้าสินค้าอื่น ที่พาณิชย์ยังดูแลอยู่ ...
วันนี้ (31 ส.ค.) นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลัง
การลง นามบันทึกข้อตกลงมอบอำนาจในการพิจารณาเห็นชอบให้นำเข้าน้ำมันเชื้อ
เพลิงเข้ามาใน ราชอาณาจักรไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฏกระทรวงว่าด้วย
การพิจารณาการตรวจ สอบการนำเข้าน้ำมัน เชื้อเพลิง โดยถ่ายโอนหน้าที่ความรับ
ผิดชอบให้กับกรมธุรกิจ พลังงานเป็นผู้ดูแลแทนกรมการ ค้าต่างประเทศ เพราะเป็น
หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องของ พลังงานน้ำมันโดยตรง ซึ่งจะทำให้การดูแลตรวจ
สอบคล่องตัวมากขึ้น โดยหลังจากนี้ บริษัทที่จะนำเข้าน้ำมัน หรือพลังงานทดแทน
อื่นๆจะต้องไปขึ้นทะเบียนเพื่อตรวจสอบการ นำเข้ากับกรมธุรกิจพลังงาน โดยการ
โอนถ่ายงานในครั้งนี้จะไม่กระทบต่อภาพรวมการนำ เข้าสินค้าอื่นๆ ที่กรมการค้าต่าง
ประเทศยังคงดูแลอยู่
“การโอนถ่ายงานครั้งนี้เพื่อให้สามารถดูแลการค้าเชื้อเพลิงของประเทศได้ อย่างรัด
กุม โดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงเป็นผู้ดูแล แต่ภาพรวมของการนำ
เข้าเราก็ ยังดูแลเหมือนเดิม แต่เฉพาะเรื่องของพลังงานเท่านั้นที่ระเบียบการขออนุ
ญาตนำเข้าอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องนำส่งสำเนาการพิจารณานำเข้าน้ำมัน
เชื้อเพลิงให้กระทรวง พาณิชย์ได้ รับทราบด้วย เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของ ประเทศโดยรวม” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
นายศิริพล กล่าวต่อว่า การมอบอำนาจครั้งนี้ เป็นการมอบอำนาจระหว่างกรม ที่อยู่
ต่าง กระทรวง ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กำหนด
ให้ทำเป็น บันทึกความตกลง และลงนามระหว่างปลัดกระทรวง และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งทั้งกรมการ ค้าต่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจพลังงาน ได้ร่วมกันกำหนดหลัก
เกณฑ์เงื่อนไขในการ เห็นชอบให้นำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามา ในราชอาณาจักร โดยได้
นำลงราชกิจจานุเบกษาให้ มีผลบังคับใช้แล้ว
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/29951
คำถาม
1. กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฏกระทรวงว่าด้วยการพิจารณาการตรวจสอบการนำเข้าน้ำมัน เชื้อเพลิง โดยถ่ายโอนหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับกรมใดเป็นผู้ดูแลแทน
2. เพราะเหตุใดกระทรวงพาณิชย์จึงได้ให้กรมธุรกิจพลังงานทำงานแทนกรมการค้าต่างประเทศ
3. การโอนถ่ายงานในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าอื่นๆ หรือไม่
วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เอสเอ็มอี5แสนขาดสภาพคล่อง
เรื่อง เอสเอ็มอี5แสนขาดสภาพคล่อง
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ธพว.) เปิดเผยว่า เป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 5 แสนรายจะเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวและขาดสภาพคล่อง ทำให้เอสเอ็มอีไม่มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ให้ได้ทันตามกำหนด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และอัญมณีที่หลายรายเสียประวัติในการชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์แล้ว
ทั้งนี้ต้องการให้สถาบันการเงินผ่อนปรน เงื่อนไขเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่าย ขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านช่วงต่ำ สุดแล้ว และเศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับธพว.ได้ขยายวงเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มจาก 2.1 หมื่นล้านบาท เป็น 4.8 หมื่นล้านบาทเพื่อเพื่มสภาพคล่องและรองรับการขยายกำลังการผลิต โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. ปล่อยสินเชื่อไปได้แล้ว 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ที่ 51%
“คณะกรรมการธพว.ได้มีการหารือกันว่า ที่ผ่านมาแบงก์ถูกตำหนิจากหลายฝ่ายว่าไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีนั้น เพราะส่วนหนึ่งแบงก์ยังอ่อนด้านการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นในวันที่ 3 ก.ย.นี้ จะจัดสัมมนาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีครึ่งปีหลัง และการร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกโรดโชว์ทั้ง 4 ภาค เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ”
สำหรับสถานการณ์การจ้างงานล่าสุดอยู่ในระดับที่ดีมาก เพราะผู้ประกอบการได้รับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้นหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีและยอดคำสั่งซื้อเพิ่ม ดังนั้นคาดว่าตัวเลขผู้ว่างงานปีนี้จะเหลือเพียง 5-6 แสนราย
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมเอกสารเพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตกับผู้ประกอบการทันทีหากที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 19 ส.ค. 52 มีความเห็นให้กรมโรงงานฯออกใบอนุญาตได้สำหรับโครงการที่ผ่านการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรม การกฤษฎีกา
ทั้งนี้โครงการ ที่ผ่านอีไอเอ และรอ ใบอนุญาตกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมมี 13 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 59,501 ล้านบาท เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอขยายโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงกฟผ.ขอตั้งโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี และขอขยายโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ, บริษัท ปตท.ขอตั้งโรงไฟฟ้าในโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดระยอง, บริษัทภูเขียว-ไอโอเอเนอยี ขยายโรงไฟฟ้าที่จังหวัดชัยภูมิ
บริษัทอนุรักษ์พลังงานซีเมนต์ไทยขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดสระบุรี 2 แห่งและที่จ.นครศรีธรรม ราชอีก 1 แห่ง, บริษัททีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดสระบุรี, บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) ขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดลำปาง, บริษัทปูนซิเมนต์ เอเชีย ขอลงทุนปรับปรุงคุณภาพของเสียจากกระบวนการผลิตที่จ.สระบุรี, บริษัท อลูคอน ขยายการผลิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมที่จังหวัดชลบุรี และบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) ขยายการลงทุนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันที่ จ.ชลบุรี.
ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=14989&categoryID=310
คำถาม
1. กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คือกลุ่มใดบ้าง
2. ธพว.ได้ขยายวงเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดิม เป็นเงินเท่าไหร่
3. สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ที่กี่ %
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทิสโก้ขายกองหุ้นสหรัฐฯอีก
เรื่อง ทิสโก้ขายกองหุ้นสหรัฐฯอีก

IPOรอบแรกยอดทะลุ260ล.
บลจ.ทิสโก้ปลอบใจลูกค้า เปิดขาย "กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์" รอบใหม่ 24 ส.ค.นี้ หลังยอดไอพีโอรอบแรกทะลุ 260 ล้านบาท มั่นใจแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯยังไปได้ต่อ หวังเป็นทางเลือกรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปี
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดขาย "กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์ (TISCO US Equity Fund)"รอบใหม่ในวันที่ 24 ส.ค. 52 หลังจากที่เปิดขายรอบแรกไปเมื่อวันที่ 3-14 ส.ค.52 ที่ผ่านมา
และได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยมียอดจองซื้อเข้ามากว่า 260 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มกลับมาจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
"ด้วยความที่นักลงทุนหลายท่านไม่ได้ลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นปี จึงทำให้พลาดโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย จีน อินเดีย หรือประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ ดังนั้นการเปิดซื้อขายในครั้งนี้
จึงเป็นอีกช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจมาก สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆที่นับว่าปรับตัวสูงขึ้นไปมากแล้ว เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นอื่นๆอยู่"นายธีรนาถ กล่าว
สำหรับกองทุนทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ เป็นกองทุนที่จะลงทุนใน SPDR Trust,Series 1
กองทุนอีทีเอฟ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นชั้นนำในสหรัฐฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 มากที่สุด ซึ่งจุดเด่นของกองทุนอยู่ที่สภาพคล่องสูง
นายธีรนาถ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทาง บลจ.ทิสโก้ มีมุมมองที่ชัดเจนมาโดยตลอดว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัวได้ภายในปีนี้ บริษัทจึงแนะนำนักลงทุนให้ทยอยลงทุนตั้งแต่ต้นปี เพื่อรอโอกาสรับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวในอนาคต
โดยจุดมุ่งหมายที่เน้นการเป็นผู้นำในการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอยู่เสมอนั้น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีบริษํทไม่ได้เน้นออกกองทุนประเภทกำหนดระยะเวลาลงทุน (Term Fund) เช่น กองทุนพันธบัตรเกาหลี แต่จะเน้นเสนอขายกองทุนหุ้นและคอมมอดิตี้ในต่างประเทศ
ทั้งนี้เชื่อว่าลูกค้าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น "กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ฟันด์","กองทุนเปิด โกลด์ ฟันด์" และ "กองทุนเปิด ทิสโก้ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์ เจแปน ทริกเกอร์ 15% # 3" ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย 15% หลังเปิดขายไปเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น
"รวมถึงกองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์ ที่ปิดจองซื้อไปเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากนักลงทุน ทำให้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าจริงๆแล้วลูกค้าเริ่มมองเห็นการฟื้นตัวในระยะยาวแล้ว จึงทำให้เริ่มมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น และคอมมอดิตี้มากขึ้น"
ที่มา http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=30277
คำถาม
1. บลจ.ทิสโก้เปิดขาย"กองทุนเปิดทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์" รอบแรกโดยมียอดจองซื้อเข้ามาเท่าไหร่
2. จุดเด่นของกองทุนอีทีเอฟ คืออ่ะไร
3. ตั้งแต่ต้นปีบริษัทเน้นเสนอขายกองทุนหุ้นและคอมมอดิตี้ในต่างประเทศเพราะอะไร
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552
บัตรเครดิตฟื้นไข้"ยอดใช้พุ่ง-หนี้เสียลด"

ธุรกิจบัตรเครดิตฟื้นตัว ยอดใช้เดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 4,532 ล้านบาท กดเงินสดล่วงหน้า-หนี้เสียลด เหตุประชาชนระวังการใช้จ่าย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิตทั้งระบบงวดสิ้นเดือน มิ.ย. พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมทั้งระบบมีทั้งสิ้น 7.46 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,532 ล้านบาท หรือ 6.47% จากเดือนก่อนหน้าที่มียอดใช้จ่ายแค่ 7.01 หมื่นล้านบาท
ภาวะดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น ตามสัญญาณเศรษฐกิจในหลายด้านที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเดือนมิ.ย. ปีนี้ เทียบกับเดือนมิ.ย. ของปีก่อน จะพบว่ายอดใช้จ่ายยังลดลง 728 ล้านบาท หรือ 0.96% เท่านั้น แต่ถือเป็นสัญญาณการใช้จ่ายที่ใกล้จะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว
ทั้งนี้ ปริมาณการใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิต แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 5.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,823 ล้านบาท หรือ 9.29% จากเดือนก่อนหน้าที่มี 5.19 หมื่นล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนก็เพิ่มขึ้น 712 ล้านบาท หรือ 1.27%
สำหรับการใช้จ่ายในต่างประเทศเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 149 ล้านบาท หรือ 5.36% จาก 2,789 ล้านบาท เหลือ 2,640 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 323 ล้านบาท หรือ 11%
ด้านยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตนั้น เทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 142 ล้านบาท หรือ 0.92% จาก 1.54 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.52 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเทียบการเบิกเงินสดล่วงหน้าเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 1,117 ล้านบาท หรือ 9.84%
“การเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงน่าจะมีสาเหตุมาจากประชาชนผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จึงจ่ายเฉพาะที่จำเป็นยอดกดเงินจึงลดลงผิดคาด จากเดิมที่คาดว่าคนจะกดเงินสดเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในมือในภาวะที่เงินเดือนรายได้ลดลง” ธปท.วิเคราะห์
สำหรับปริมาณบัตรเครดิตทั้งระบบล่าสุด ณ มิ.ย.ปีนี้ มีจำนวน 13.1 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2.18 หมื่นใบ หรือ 0.17% ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบมีจำนวน 1.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1,546 ล้านบาท
ในจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดนั้นปรากฏว่า มียอดหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป (เอ็นพีแอล) 5,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 354 ล้านบาท หรือ 6.37% จากช่วงสิ้นเดือนมี.ค. ที่มีแค่ 5,554 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธปท.ยังรายงานยอดสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับงวดสิ้นเดือนมิ.ย. ปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 2.22 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,203 ล้านบาท หรือ 0.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ภายใต้บัญชีสินเชื่อทั้งสิ้น 9.15 ล้านบัญชี โดยในจำนวนนี้ มียอดเอ็นพีแอลลดลง 898 ล้านบาท
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=61274
คำถาม
1. ยอดใช้บัตรเครดิต เดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
2. หากเปรียบเทียบยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเดือนมิ.ย. ปีนี้ เทียบกับเดือนมิ.ย. ของปีก่อน จะพบว่ายอดใช้จ่ายเพิ่มหรือลดลงเท่าไหร่
3. การเบิกเงินสดล่วงหน้าลดลงน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร