วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอกชนแห่ออกหุ้นกู้หาแหล่งเงินแทนแบงค์

จัดทำบทความโดย นส. ศิริลักษณ์ จุมพลเสถียร เลขทะเบียน 5001103114



เรื่อง เอกชนแห่ออกหุ้นกู้หาแหล่งเงินแทนแบงค์





หลังธนาคารปล่อยกู้ยากเย็น สมาคมตราสารหนี้คาดปีนี้ เอกชนออกหุ้นกู้ทะลักกว่า 3.7 แสนล้านบาท ทำทุบสถิติใหม่ ทำตลาดตราสารหนี้คึกคัก…

วันนี้ (10 ก.ค.)นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลมูลค่า 5 0,000 ล้านบาท จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่บริษัทเอกชนยังคงให้ความสนใจในการระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้มาขายมากขึ้นเพราะถือเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในการระดมเงินทุน ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ค่อยปล่อยเงินกู้ให้ภาคธุรกิจเอกชน

กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวต่อว่า ครึ่งแรกของปี2552 ภาคเอกชนได้ระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้รวมกันแล้วมีมูลค่าสูงถึง 220,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าการออกหุ้นกู้ทั้งปี 2551 ที่มีมูลค่า 280,000 ล้านบาท แต่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะมี ผู้ออกรายใหญ่หรือบริษัทขนาดใหญ่ 2-3 ราย เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนรวมกันประมาณ 5 0,000 ล้านบาท เช่น บริษัท ปตท.(PTT) 30,000 ล้านบาท บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า(CENTEL) 2,000ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งยังไม่รวมกับบริษัทใหญ่และเล็กอื่น ๆ ที่เตรียมจะทยอยออกมาอีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบหรือหมดอายุมูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการออกหุ้นกู้ล็อตใหม่เพื่อทดแทนของเดิมอีกประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหุ้นกู้ที่ครบอายุ หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้ในคาดว่าทั้งปี 52 จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนรวมกันประมาณ 370,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดหุ้นกู้

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับ BBB ซึ่งเป็นระดับอินเวสเม้นต์เกรดที่เป็นอันดับต่ำสุด ได้หันมาออกหุ้นกู้มากขึ้น แม้ต้องเสียค่าความเสี่ยงเพิ่มอีก 3-4% เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ย สำหรับหู้นกู้อายุ 3 ปี ที่ระดับ 3%แล้วจะทำให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ที่ 6% แต่บริษัทเหล่านี้ก็พร้อมจะจ่ายในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ในส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้น(ตั๋วบี/อี) ปีนี้กลับมีการออกค่อนข้างหดตัว โดย 6 เดือนแรกมีการออกเพียง 245,000ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์(TSFC) ทำให้ผู้ลงทุนไม่กล้าลงทุนในตั๋วบีอีที่ออกโดยบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำแต่อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์นี้ทำให้บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูง ๆ ได้ใช้โอกาสนี้เริ่มออกตั๋วบีอี เพื่อนำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพราะมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการไปใช้วงเงินกู้หมุนเวียนระยะสั้น(โอดี)จากธนาคารพาณิชย์ เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ได้มีการออกตั๋วบีอีไปแล้ว 10,000ล้านบาท ซึ่งจ่ายอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3% เทียบกับดอกเบี้ยโอดีจากธนาคารซึ่งจะคิดในอัตราประมาณ 6% เท่ากับว่า จะช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ลงถึง 50%


ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/18646

คำถาม
1. ในปีนี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบหรือหมดอายุมูลค่ารวมประมาณอยู่ที่เท่าไหร่
2. รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์จำนวนเท่าไหร่
3. บริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับ BBB หมายถึงระดับใด

4 ความคิดเห็น:

  1. 1.ประมาณ 60,000 ล้านบาท
    2.มูลค่า 5 0,000 ล้านบาท
    3.ระดับอินเวสเม้นต์เกรด

    จรันยา ไตรยัญสุวรรณ 5001103109

    ตอบลบ
  2. 1. 60,000 ล้านบาท
    2. 50,000 ล้านบาท
    3.อินเวสเม้นต์เกรด

    ศิรินทิพย์ เสือพลาย 5001103024

    ตอบลบ
  3. 1. 60,000 ล้านบาท
    2.มูลค่า 50,000 ล้านบาท
    3.ระดับอินเวสเม้นต์เกรด

    ชลาลัย เขมะอินธิชัย 5001103011

    ตอบลบ
  4. 1.การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    2.595-600 จุด

    3.หุ้นกลุ่มธนาคาร

    นายนพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112

    ตอบลบ