
หลังธนาคารปล่อยกู้ยากเย็น สมาคมตราสารหนี้คาดปีนี้ เอกชนออกหุ้นกู้ทะลักกว่า 3.7 แสนล้านบาท ทำทุบสถิติใหม่ ทำตลาดตราสารหนี้คึกคัก…
วันนี้ (10 ก.ค.)นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลมูลค่า 5 0,000 ล้านบาท จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่บริษัทเอกชนยังคงให้ความสนใจในการระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้มาขายมากขึ้นเพราะถือเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในการระดมเงินทุน ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ค่อยปล่อยเงินกู้ให้ภาคธุรกิจเอกชน
กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวต่อว่า ครึ่งแรกของปี2552 ภาคเอกชนได้ระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้รวมกันแล้วมีมูลค่าสูงถึง 220,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าการออกหุ้นกู้ทั้งปี 2551 ที่มีมูลค่า 280,000 ล้านบาท แต่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะมี ผู้ออกรายใหญ่หรือบริษัทขนาดใหญ่ 2-3 ราย เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนรวมกันประมาณ 5 0,000 ล้านบาท เช่น บริษัท ปตท.(PTT) 30,000 ล้านบาท บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า(CENTEL) 2,000ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งยังไม่รวมกับบริษัทใหญ่และเล็กอื่น ๆ ที่เตรียมจะทยอยออกมาอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบหรือหมดอายุมูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการออกหุ้นกู้ล็อตใหม่เพื่อทดแทนของเดิมอีกประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหุ้นกู้ที่ครบอายุ หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้ในคาดว่าทั้งปี 52 จะมีการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนรวมกันประมาณ 370,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดหุ้นกู้
นายณัฐพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่มีอันดับเครดิตในระดับ BBB ซึ่งเป็นระดับอินเวสเม้นต์เกรดที่เป็นอันดับต่ำสุด ได้หันมาออกหุ้นกู้มากขึ้น แม้ต้องเสียค่าความเสี่ยงเพิ่มอีก 3-4% เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ย สำหรับหู้นกู้อายุ 3 ปี ที่ระดับ 3%แล้วจะทำให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ที่ 6% แต่บริษัทเหล่านี้ก็พร้อมจะจ่ายในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ในส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้น(ตั๋วบี/อี) ปีนี้กลับมีการออกค่อนข้างหดตัว โดย 6 เดือนแรกมีการออกเพียง 245,000ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์(TSFC) ทำให้ผู้ลงทุนไม่กล้าลงทุนในตั๋วบีอีที่ออกโดยบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำแต่อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์นี้ทำให้บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูง ๆ ได้ใช้โอกาสนี้เริ่มออกตั๋วบีอี เพื่อนำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เพราะมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการไปใช้วงเงินกู้หมุนเวียนระยะสั้น(โอดี)จากธนาคารพาณิชย์ เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ได้มีการออกตั๋วบีอีไปแล้ว 10,000ล้านบาท ซึ่งจ่ายอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3% เทียบกับดอกเบี้ยโอดีจากธนาคารซึ่งจะคิดในอัตราประมาณ 6% เท่ากับว่า จะช่วยประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ลงถึง 50%
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/18646
1.ประมาณ 60,000 ล้านบาท
ตอบลบ2.มูลค่า 5 0,000 ล้านบาท
3.ระดับอินเวสเม้นต์เกรด
จรันยา ไตรยัญสุวรรณ 5001103109
1. 60,000 ล้านบาท
ตอบลบ2. 50,000 ล้านบาท
3.อินเวสเม้นต์เกรด
ศิรินทิพย์ เสือพลาย 5001103024
1. 60,000 ล้านบาท
ตอบลบ2.มูลค่า 50,000 ล้านบาท
3.ระดับอินเวสเม้นต์เกรด
ชลาลัย เขมะอินธิชัย 5001103011
1.การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ตอบลบ2.595-600 จุด
3.หุ้นกลุ่มธนาคาร
นายนพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112