วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

TKSบันทึกกำไรพิเศษ

จัดทำโดย น.ส.เกศรินทร์ คำน้อย เลขทะเบียน 5001103021

เรื่อง TKSบันทึกกำไรพิเศษ

ปันผลซินเน็คฯ22ล้าน


TKS รับกำไรพิเศษจากการจ่ายปันผลของบริษัทลูก SYNEX ประมาณ 22 ล้านบาท คาดบันทึกไตรมาส 3/52 เชื่อดันผลประกอบการเติบโต ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้ตั้งไว้ 8-10% จากงานที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS มีแนวโน้มเติบโตไตรมาส 3/52 โดยน่าจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการที่บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)หรือ SYNEX ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.52 ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย.52 ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ TKS ถือหุ้นใน SYNEX จำนวน 269.72 ล้านหุ้น หรือ 39.66% ก็น่าจะทำให้
TKS ได้รับเงินปันผลจาก SYNEX ประมาณ 21.52 ล้านบาท และคาดว่าจะมีการบันทึกเป็นกำไรพิเศษในไตรมาส 3/52 นี้


นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า จากสัญญาณทางเทคนิค TKS แกว่งตัวในเชิงไซด์เวย์อัพแบบไม่กว้างมาก โดยให้แนวรับที่ระดับ 0.29-0.30 บาท หากราคาหุ้นไม่ต่ำกว่า 0.29 บาท มีลุ้นแนวต้านที่ระดับ 0.35-0.38 บาท จึงแนะนำซื้อเก็งกำไรระยะสั้น และตัดขายขาดทุนที่ระดับ 0.29 บาท
สำหรับราคา TKS วานนี้ (22 ก.ย.) มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปรับตัวขึ้นมาสูงสุดที่ระดับ 0.33 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ 0.32 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท หรือ 3.23% มูลค่าการซื้อขาย 26.69 ล้านบาท


ก่อนหน้านี้ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS กล่าวว่า ปีนี้บริษัทคงเป้ารายได้ขยายตัว 8-10% จากปี 51 ที่ 12,974.99 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกล้าลงทุนมากขึ้น


โดยแนวโน้มธุรกิจไอที มีสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ทำให้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในส่วนของธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 5% โดยน่าจะมีกำไรที่ไม่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับธุรกิจการพิมพ์ ยังมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งการส่งออกมากขึ้นในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 อย่างในแถบยุโรป อาเซียน และออสเตรเลีย ก็จะส่งผลดีต่อยอดขายโดยรวม


ด้านธุรกิจงานพิมพ์ ก็มีงานพิมพ์ใบเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารนครหลวงไทย
และธนาคารธนชาต รวมถึงการพิมพ์ธนบัตรของธนาคาร Common Welth Bank ที่ออสเตรเลีย ที่เคยถูกเลื่อนการสรุปมาตั้งแต่ปีก่อน


รวมทั้ง มีการลดค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับกับวิกฤติเศรษฐกิจ โดยการปรับรูปลักษณ์องค์กรใหม่ให้มีออฟฟิศทำงานเป็นศูนย์เดียวกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของลูกค้า โดยการเพิ่มระบบการทำงานที่ครบวงจรขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการจัดส่ง ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการที่ครบวงจร ทั้งนี้ สัดส่วนของลูกค้าในประเทศอยู่ที่ 80-90% และสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ 10-20%

ที่มา http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/first_page_detail.aspx?cid=31598

คำถาม

1. TKS รับกำไรพิเศษจากการจ่ายปันผลของบริษัทลูก SYNEX กี่บาท

2. SYNEX ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทในอัตราหุ้นละกี่บาท

3. บอกสัดส่วนของลูกค้าในประเทศ และสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศ

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

สินเชื่อรายใหญ่ทรุดหนัก

จัดทำโดย น.ส.เกศรินทร์ คำน้อย เลขทะเบียน 5001103021

เรื่อง สินเชื่อรายใหญ่ทรุดหนัก



กสิกรไทยยอมรับ 8 เดือนแรกสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ลดลงฮวบ 13% วงในระบุทรุดทุกรายการ
นายสุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2552 การปล่อยสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายตั้งแต่ 400 ล้านบาท ถึงรายละ 5,000 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่พิเศษที่มียอดขาย 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 2.67 แสนล้านบาท ลดลง 13% จากสิ้นปี 2551 ใกล้เคียงกับการ ลดลงของทั้งระบบธนาคาร สาเหตุหลักมาจากลูกค้าส่วนหนึ่งได้ชะลอการใช้วงเงินกู้ตามการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจของประเทศและของโลก ในขณะที่บางรายได้หันไประดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้าๆ และคาดว่าจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาส 4/2552 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนของรัฐบาลและการส่งออกเป็นหลัก สิ่งที่ยืนยันการฟื้นตัวคือ การชะลอตัวของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดรายใหญ่ ในเดือนส.ค. ชะลอลงแค่ 0.7% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. เป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ธนาคารจะเน้นขยายสินเชื่อรายใหญ่ให้มากขึ้นในกลุ่มโครงการภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า ถนนปลอดฝุ่น การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่จะส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุก่อสร้าง
ขณะเดียวกันเชื่อว่าการประกันราคาสินค้าของภาครัฐที่จะส่งผลให้ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น กลุ่มข้าวและยางพาราน่าจะช่วยให้การขยายสินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้นได้ 3,000-5,000 ล้านบาท
นายวศิน กล่าวอีกว่า ช่วง 7 เดือนมีรายได้จากการให้บริการกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ 6,600 ล้านบาท คาดว่าในสิ้นปีจะมีรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สัญญาณการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังไม่ดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกเท่าใดนัก โดยในช่วงเดือนก.ค. ตัวเลขสินเชื่อยังคงติดลบ 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการคืนสินเชื่อหมุนเวียนของลูกค้า ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ยกเว้นกรุงไทย แหล่งข่าวธนาคารกรุงเทพเปิดเผยว่า ในปีนี้สินเชื่อโดยรวมน่าจะมีอัตราการขยายตัวประมาณ 2%

ที่มา : www.posttoday.com/finance.php?id=66696

คำถาม
1.การปล่อยสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายตั้งแต่เท่าไรถึงเท่าไร
2.สิ่งที่ยืนยันการฟื้นตัวคืออะไร
3.ในปีนี้สินเชื่อโดยรวมน่าจะมีอัตราการขยายตัวประมาณกี่เปอร์เซนต์

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนเปิด SPOT 9.99 ทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009

จัดทำโดย น.ส.วาสินี สำเภา เลขทะเบียน 5001103119
เรื่อง เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนเปิด SPOT 9.99 ทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009
เอ็มเอฟซีฉวยจังหวะหุ้นไทยยังสดใส ขายทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ กองทุนเปิด SPOT 9.99 เพิ่มประสิทธิภาพบริหารกองทุนด้วย SET50 Index Futures เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 เอ็มเอฟซีส่งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 เอาใจคนชอบทาร์เก็ตฟันด์ บริหารกองทุนแบบ Active พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนด้วย SET50 Index Futures โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนร้อยละ 9.99 ภายใน 1 ปี ถ้าไม่ได้ตามคาดหวัง เปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนต่อหรือขายคืนหน่วยลงทุน เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 9-16 กันยายนนี้ ดร. พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวด้วยการตั้งเป้าหมายผลตอบแทน ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้ถือหน่วยลงทุนมาโดยตลอด เอ็มเอฟซียังคงตอกย้ำความเป็นมันสมองทางการลงทุนด้วยการนำเสนอกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 (SPOT 9.99) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 ภายในเวลา 1 ปี หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย ผู้ถือหน่วยลงทุนจะมีสิทธิ์เลือกที่จะลงทุนต่อไป ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ ตามความต้องการของผู้ถือหน่วยลงทุน ทั้งนี้ กองทุนจะยังคงตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 และจะเลิกกองทุนเมื่อถึงเป้าหมายดังกล่าว โดยเป็นไปตามรายละเอียดโครงการ กองทุนเปิด SPOT 9.99 มีการบริหารกองทุนแบบ Active เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีและมีสภาพคล่องสูง และตราสารหนี้ไทยที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนตามสภาวการณ์ตลาดได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนด้วยการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน SET50 Index Futures ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ กองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลา 1 ปี หากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนเปิด SPOT 9.99 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.19 บาทเป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน หรือ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.19 บาท และทรัพย์สินของกองทุนเป็นเงินสดทั้งหมด ณ วันทำการใด และผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนคืนไม่ต่ำกว่า 10.99 บาท โดยบริษัทจะมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคง ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐในประเทศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุนต่อไป แต่หากเกินระยะเวลา 1 ปีแล้ว ผู้ถือหน่วยลงทุนจะสามารถเลือกได้สะดวกตามความต้องการว่าจะลงทุนต่อไป ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยกองทุนจะยังคงตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 ต่อไป กรรมการผู้จัดการเอ็มเอฟซีกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ของเอ็มเอฟซีมองว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐและประเทศต่างๆ เริ่มส่งผล และคาดว่าดัชนีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจไทยก็ได้ผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้าเริ่มปรับตัวดีขึ้นซึ่งจะช่วยเรื่องการส่งออก และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลคาดว่าเม็ดเงินจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้ในไตรมาส 4 นี้ สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 2 ดีเกินกว่าที่คาดไว้และการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้มูลค่าหุ้นไทยยังไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้มีปัจจัยเสี่ยงจากการที่ตลาดได้คาดหมายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง โดยเห็นได้จากราคาหุ้นทั่วโลกที่ได้ปรับตัวขึ้น ทำให้เกิดการทำกำไรระยะสั้นได้ นอกจากนี้การเมืองในประเทศอาจเกิดความไม่มีเสถียรภาพอีกครั้ง กรรมการผู้จัดการเอ็มเอฟซีกล่าวเพิ่มเติมว่า เอ็มเอฟซีมองว่าจากปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนที่ดีดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ไทยในขณะนี้จะเป็นจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และมีโอกาสสร้างความพึงพอใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนจากความสำเร็จในการบริหารกองทุนเช่นเดียวกับกองทุนทาร์เก็ตฟันด์อื่นๆ ของเอ็มเอฟซีที่ผ่านมา นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 หรือ SPOT 9.99 สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000 บาท โดยติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 0-2649-2000 ติดต่อฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 หรือที่ www.mfcfund.com
ที่มา : www.ryt9.com/s/prg/643741
คำถาม
1.กองทุนเปิด SPOT 9.99 มีการบริหารกองทุนแบบใด
2.ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนคืออะไร
3.นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนเปิดเอ็มเอฟซีสามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่เท่าไร

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

PTT ลงนามซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งบงกช ใต้ PTTEP คาดเริ่มผลิตกลางปี 55 - 56

จัดทำโดย น.ส.จิราวรรณ บุญประสงค์ เลขทะเบียน 5001103046
เรื่อง PTT ลงนามซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งบงกช ใต้ PTTEP คาดเริ่มผลิตกลางปี 55 - 56

บมจ. ปตท. (PTT) แจ้งว่า ปตท. ในฐานะผู้ซื้อได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Sales Agreement) ของแหล่งบงกชใต้กับกลุ่มผู้ร่วมทุนในฐานะผู้ขายประกอบด้วย บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) (ปตท.สผ.) (บริษัทย่อยของ ปตท.และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ในโครงการบงกช) บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ และ บริษัท บีจี เอเชีย แปซิฟิก พีทีอี จำกัด โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนร้อยละ 44.4445, 33.3333 และ 22.2222 ตามลำดับ เพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติ โดยมีปริมาณการซื้อขายตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ) เท่ากับ 320 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยคาดว่าผู้ขายจะสามารถเริ่มทำการผลิตได้ประมาณกลางปี 2555 ถึงกลางปี 2556 สำหรับโครงการบงกช เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ได้เริ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในปี 2536 และมีปริมาณการซื้อขายตามสัญญา เท่ากับ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของแหล่งบงกชใต้ดังกล่าว จะทำให้ปริมาณการซื้อขายตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็น 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอีกขั้นหนึ่งของ ปตท.สผ. ในการขยายฐานการผลิต เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงในการจัดหาพลังงานแก่ประเทศในระยะยาว ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติตามสัญญาของโครงการบงกชเท่ากับ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติของแหล่งบงกชใต้จะทำให้ปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็น 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งผลให้สามารถรองรับความต้องการการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ที่มา : www.ryt9.com/s/iq05/623916

คำถาม

1.PTTEP ย่อมาจากอะไร

2.ปิมาณการซื้อขายตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็นเท่าไร

3.การลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบอะไรบ้าง