วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

TKSบันทึกกำไรพิเศษ

จัดทำโดย น.ส.เกศรินทร์ คำน้อย เลขทะเบียน 5001103021

เรื่อง TKSบันทึกกำไรพิเศษ

ปันผลซินเน็คฯ22ล้าน


TKS รับกำไรพิเศษจากการจ่ายปันผลของบริษัทลูก SYNEX ประมาณ 22 ล้านบาท คาดบันทึกไตรมาส 3/52 เชื่อดันผลประกอบการเติบโต ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้ตั้งไว้ 8-10% จากงานที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS มีแนวโน้มเติบโตไตรมาส 3/52 โดยน่าจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการที่บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)หรือ SYNEX ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.52 ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย.52 ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ TKS ถือหุ้นใน SYNEX จำนวน 269.72 ล้านหุ้น หรือ 39.66% ก็น่าจะทำให้
TKS ได้รับเงินปันผลจาก SYNEX ประมาณ 21.52 ล้านบาท และคาดว่าจะมีการบันทึกเป็นกำไรพิเศษในไตรมาส 3/52 นี้


นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า จากสัญญาณทางเทคนิค TKS แกว่งตัวในเชิงไซด์เวย์อัพแบบไม่กว้างมาก โดยให้แนวรับที่ระดับ 0.29-0.30 บาท หากราคาหุ้นไม่ต่ำกว่า 0.29 บาท มีลุ้นแนวต้านที่ระดับ 0.35-0.38 บาท จึงแนะนำซื้อเก็งกำไรระยะสั้น และตัดขายขาดทุนที่ระดับ 0.29 บาท
สำหรับราคา TKS วานนี้ (22 ก.ย.) มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปรับตัวขึ้นมาสูงสุดที่ระดับ 0.33 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ 0.32 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท หรือ 3.23% มูลค่าการซื้อขาย 26.69 ล้านบาท


ก่อนหน้านี้ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS กล่าวว่า ปีนี้บริษัทคงเป้ารายได้ขยายตัว 8-10% จากปี 51 ที่ 12,974.99 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกล้าลงทุนมากขึ้น


โดยแนวโน้มธุรกิจไอที มีสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ทำให้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในส่วนของธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 5% โดยน่าจะมีกำไรที่ไม่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับธุรกิจการพิมพ์ ยังมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งการส่งออกมากขึ้นในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 อย่างในแถบยุโรป อาเซียน และออสเตรเลีย ก็จะส่งผลดีต่อยอดขายโดยรวม


ด้านธุรกิจงานพิมพ์ ก็มีงานพิมพ์ใบเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารนครหลวงไทย
และธนาคารธนชาต รวมถึงการพิมพ์ธนบัตรของธนาคาร Common Welth Bank ที่ออสเตรเลีย ที่เคยถูกเลื่อนการสรุปมาตั้งแต่ปีก่อน


รวมทั้ง มีการลดค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับกับวิกฤติเศรษฐกิจ โดยการปรับรูปลักษณ์องค์กรใหม่ให้มีออฟฟิศทำงานเป็นศูนย์เดียวกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของลูกค้า โดยการเพิ่มระบบการทำงานที่ครบวงจรขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการจัดส่ง ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการที่ครบวงจร ทั้งนี้ สัดส่วนของลูกค้าในประเทศอยู่ที่ 80-90% และสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ 10-20%

ที่มา http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/first_page_detail.aspx?cid=31598

คำถาม

1. TKS รับกำไรพิเศษจากการจ่ายปันผลของบริษัทลูก SYNEX กี่บาท

2. SYNEX ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทในอัตราหุ้นละกี่บาท

3. บอกสัดส่วนของลูกค้าในประเทศ และสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศ

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

สินเชื่อรายใหญ่ทรุดหนัก

จัดทำโดย น.ส.เกศรินทร์ คำน้อย เลขทะเบียน 5001103021

เรื่อง สินเชื่อรายใหญ่ทรุดหนัก



กสิกรไทยยอมรับ 8 เดือนแรกสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ลดลงฮวบ 13% วงในระบุทรุดทุกรายการ
นายสุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2552 การปล่อยสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายตั้งแต่ 400 ล้านบาท ถึงรายละ 5,000 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่พิเศษที่มียอดขาย 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 2.67 แสนล้านบาท ลดลง 13% จากสิ้นปี 2551 ใกล้เคียงกับการ ลดลงของทั้งระบบธนาคาร สาเหตุหลักมาจากลูกค้าส่วนหนึ่งได้ชะลอการใช้วงเงินกู้ตามการชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจของประเทศและของโลก ในขณะที่บางรายได้หันไประดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้าๆ และคาดว่าจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาส 4/2552 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนของรัฐบาลและการส่งออกเป็นหลัก สิ่งที่ยืนยันการฟื้นตัวคือ การชะลอตัวของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดรายใหญ่ ในเดือนส.ค. ชะลอลงแค่ 0.7% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. เป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ธนาคารจะเน้นขยายสินเชื่อรายใหญ่ให้มากขึ้นในกลุ่มโครงการภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า ถนนปลอดฝุ่น การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่จะส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุก่อสร้าง
ขณะเดียวกันเชื่อว่าการประกันราคาสินค้าของภาครัฐที่จะส่งผลให้ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น กลุ่มข้าวและยางพาราน่าจะช่วยให้การขยายสินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้นได้ 3,000-5,000 ล้านบาท
นายวศิน กล่าวอีกว่า ช่วง 7 เดือนมีรายได้จากการให้บริการกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ 6,600 ล้านบาท คาดว่าในสิ้นปีจะมีรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สัญญาณการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังไม่ดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกเท่าใดนัก โดยในช่วงเดือนก.ค. ตัวเลขสินเชื่อยังคงติดลบ 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการคืนสินเชื่อหมุนเวียนของลูกค้า ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ยกเว้นกรุงไทย แหล่งข่าวธนาคารกรุงเทพเปิดเผยว่า ในปีนี้สินเชื่อโดยรวมน่าจะมีอัตราการขยายตัวประมาณ 2%

ที่มา : www.posttoday.com/finance.php?id=66696

คำถาม
1.การปล่อยสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายตั้งแต่เท่าไรถึงเท่าไร
2.สิ่งที่ยืนยันการฟื้นตัวคืออะไร
3.ในปีนี้สินเชื่อโดยรวมน่าจะมีอัตราการขยายตัวประมาณกี่เปอร์เซนต์

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนเปิด SPOT 9.99 ทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009

จัดทำโดย น.ส.วาสินี สำเภา เลขทะเบียน 5001103119
เรื่อง เอ็มเอฟซีเปิดขายกองทุนเปิด SPOT 9.99 ทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009
เอ็มเอฟซีฉวยจังหวะหุ้นไทยยังสดใส ขายทาร์เก็ตฟันด์กองทุนใหม่ กองทุนเปิด SPOT 9.99 เพิ่มประสิทธิภาพบริหารกองทุนด้วย SET50 Index Futures เริ่มเปิดขายวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 เอ็มเอฟซีส่งกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 เอาใจคนชอบทาร์เก็ตฟันด์ บริหารกองทุนแบบ Active พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนด้วย SET50 Index Futures โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนร้อยละ 9.99 ภายใน 1 ปี ถ้าไม่ได้ตามคาดหวัง เปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนต่อหรือขายคืนหน่วยลงทุน เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 9-16 กันยายนนี้ ดร. พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวด้วยการตั้งเป้าหมายผลตอบแทน ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้ถือหน่วยลงทุนมาโดยตลอด เอ็มเอฟซียังคงตอกย้ำความเป็นมันสมองทางการลงทุนด้วยการนำเสนอกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 (SPOT 9.99) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 ภายในเวลา 1 ปี หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย ผู้ถือหน่วยลงทุนจะมีสิทธิ์เลือกที่จะลงทุนต่อไป ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ ตามความต้องการของผู้ถือหน่วยลงทุน ทั้งนี้ กองทุนจะยังคงตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 และจะเลิกกองทุนเมื่อถึงเป้าหมายดังกล่าว โดยเป็นไปตามรายละเอียดโครงการ กองทุนเปิด SPOT 9.99 มีการบริหารกองทุนแบบ Active เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีและมีสภาพคล่องสูง และตราสารหนี้ไทยที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนตามสภาวการณ์ตลาดได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนด้วยการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน SET50 Index Futures ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ กองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลา 1 ปี หากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนเปิด SPOT 9.99 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.19 บาทเป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน หรือ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11.19 บาท และทรัพย์สินของกองทุนเป็นเงินสดทั้งหมด ณ วันทำการใด และผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนคืนไม่ต่ำกว่า 10.99 บาท โดยบริษัทจะมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคง ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐในประเทศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุนต่อไป แต่หากเกินระยะเวลา 1 ปีแล้ว ผู้ถือหน่วยลงทุนจะสามารถเลือกได้สะดวกตามความต้องการว่าจะลงทุนต่อไป ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยกองทุนจะยังคงตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 9.99 ต่อไป กรรมการผู้จัดการเอ็มเอฟซีกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ของเอ็มเอฟซีมองว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐและประเทศต่างๆ เริ่มส่งผล และคาดว่าดัชนีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจไทยก็ได้ผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้าเริ่มปรับตัวดีขึ้นซึ่งจะช่วยเรื่องการส่งออก และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลคาดว่าเม็ดเงินจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้ในไตรมาส 4 นี้ สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 2 ดีเกินกว่าที่คาดไว้และการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้มูลค่าหุ้นไทยยังไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้มีปัจจัยเสี่ยงจากการที่ตลาดได้คาดหมายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง โดยเห็นได้จากราคาหุ้นทั่วโลกที่ได้ปรับตัวขึ้น ทำให้เกิดการทำกำไรระยะสั้นได้ นอกจากนี้การเมืองในประเทศอาจเกิดความไม่มีเสถียรภาพอีกครั้ง กรรมการผู้จัดการเอ็มเอฟซีกล่าวเพิ่มเติมว่า เอ็มเอฟซีมองว่าจากปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนที่ดีดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ไทยในขณะนี้จะเป็นจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และมีโอกาสสร้างความพึงพอใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนจากความสำเร็จในการบริหารกองทุนเช่นเดียวกับกองทุนทาร์เก็ตฟันด์อื่นๆ ของเอ็มเอฟซีที่ผ่านมา นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี สปอท 9.99 หรือ SPOT 9.99 สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000 บาท โดยติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 0-2649-2000 ติดต่อฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 หรือที่ www.mfcfund.com
ที่มา : www.ryt9.com/s/prg/643741
คำถาม
1.กองทุนเปิด SPOT 9.99 มีการบริหารกองทุนแบบใด
2.ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตราสารทุนคืออะไร
3.นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนเปิดเอ็มเอฟซีสามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่เท่าไร

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

PTT ลงนามซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งบงกช ใต้ PTTEP คาดเริ่มผลิตกลางปี 55 - 56

จัดทำโดย น.ส.จิราวรรณ บุญประสงค์ เลขทะเบียน 5001103046
เรื่อง PTT ลงนามซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งบงกช ใต้ PTTEP คาดเริ่มผลิตกลางปี 55 - 56

บมจ. ปตท. (PTT) แจ้งว่า ปตท. ในฐานะผู้ซื้อได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Sales Agreement) ของแหล่งบงกชใต้กับกลุ่มผู้ร่วมทุนในฐานะผู้ขายประกอบด้วย บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) (ปตท.สผ.) (บริษัทย่อยของ ปตท.และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ในโครงการบงกช) บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ และ บริษัท บีจี เอเชีย แปซิฟิก พีทีอี จำกัด โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนร้อยละ 44.4445, 33.3333 และ 22.2222 ตามลำดับ เพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติ โดยมีปริมาณการซื้อขายตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ) เท่ากับ 320 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยคาดว่าผู้ขายจะสามารถเริ่มทำการผลิตได้ประมาณกลางปี 2555 ถึงกลางปี 2556 สำหรับโครงการบงกช เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ได้เริ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในปี 2536 และมีปริมาณการซื้อขายตามสัญญา เท่ากับ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติของแหล่งบงกชใต้ดังกล่าว จะทำให้ปริมาณการซื้อขายตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็น 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอีกขั้นหนึ่งของ ปตท.สผ. ในการขยายฐานการผลิต เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงในการจัดหาพลังงานแก่ประเทศในระยะยาว ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติตามสัญญาของโครงการบงกชเท่ากับ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติของแหล่งบงกชใต้จะทำให้ปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็น 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งผลให้สามารถรองรับความต้องการการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ที่มา : www.ryt9.com/s/iq05/623916

คำถาม

1.PTTEP ย่อมาจากอะไร

2.ปิมาณการซื้อขายตามสัญญาของโครงการบงกชรวมเป็นเท่าไร

3.การลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบอะไรบ้าง



วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"พาณิชย์" โอนนำเข้าน้ำมันให้ธุรกิจพลังงาน

จัดทำโดย นส. ชุลีพร พุทธพงษ์ 5001103108

เรื่อง "พาณิชย์" โอนนำเข้าน้ำมันให้ธุรกิจพลังงาน


บริษัทน้ำมันต้องขออนุญาตกรมพลังงาน ระบุการดูแลเรื่องนำเข้าพลังงานคล่อง
ตัวมากขึ้นย้ำไม่กระทบภาพรวมระบบการนำเข้าสินค้าอื่น ที่พาณิชย์ยังดูแลอยู่ ...

วันนี้ (31 ส.ค.) นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลัง
การลง นามบันทึกข้อตกลงมอบอำนาจในการพิจารณาเห็นชอบให้นำเข้าน้ำมันเชื้อ
เพลิงเข้ามาใน ราชอาณาจักรไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฏกระทรวงว่าด้วย
การพิจารณาการตรวจ สอบการนำเข้าน้ำมัน เชื้อเพลิง โดยถ่ายโอนหน้าที่ความรับ
ผิดชอบให้กับกรมธุรกิจ พลังงานเป็นผู้ดูแลแทนกรมการ ค้าต่างประเทศ เพราะเป็น
หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องของ พลังงานน้ำมันโดยตรง ซึ่งจะทำให้การดูแลตรวจ
สอบคล่องตัวมากขึ้น โดยหลังจากนี้ บริษัทที่จะนำเข้าน้ำมัน หรือพลังงานทดแทน
อื่นๆจะต้องไปขึ้นทะเบียนเพื่อตรวจสอบการ นำเข้ากับกรมธุรกิจพลังงาน โดยการ
โอนถ่ายงานในครั้งนี้จะไม่กระทบต่อภาพรวมการนำ เข้าสินค้าอื่นๆ ที่กรมการค้าต่าง
ประเทศยังคงดูแลอยู่

“การโอนถ่ายงานครั้งนี้เพื่อให้สามารถดูแลการค้าเชื้อเพลิงของประเทศได้ อย่างรัด
กุม โดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงเป็นผู้ดูแล แต่ภาพรวมของการนำ
เข้าเราก็ ยังดูแลเหมือนเดิม แต่เฉพาะเรื่องของพลังงานเท่านั้นที่ระเบียบการขออนุ
ญาตนำเข้าอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องนำส่งสำเนาการพิจารณานำเข้าน้ำมัน
เชื้อเพลิงให้กระทรวง พาณิชย์ได้ รับทราบด้วย เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็น
ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของ ประเทศโดยรวม” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายศิริพล กล่าวต่อว่า การมอบอำนาจครั้งนี้ เป็นการมอบอำนาจระหว่างกรม ที่อยู่
ต่าง กระทรวง ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กำหนด
ให้ทำเป็น บันทึกความตกลง และลงนามระหว่างปลัดกระทรวง และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งทั้งกรมการ ค้าต่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจพลังงาน ได้ร่วมกันกำหนดหลัก
เกณฑ์เงื่อนไขในการ เห็นชอบให้นำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามา ในราชอาณาจักร โดยได้
นำลงราชกิจจานุเบกษาให้ มีผลบังคับใช้แล้ว

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/29951

คำถาม
1. กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฏกระทรวงว่าด้วยการพิจารณาการตรวจสอบการนำเข้าน้ำมัน เชื้อเพลิง โดยถ่ายโอนหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับกรมใดเป็นผู้ดูแลแทน
2. เพราะเหตุใดกระทรวงพาณิชย์จึงได้ให้กรมธุรกิจพลังงานทำงานแทนกรมการค้าต่างประเทศ
3. การโอนถ่ายงานในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าอื่นๆ หรือไม่

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เอสเอ็มอี5แสนขาดสภาพคล่อง

จัดทำโดย นส. วรารัตน์ กัณหา เลขทะเบียน 5001103106

เรื่อง เอสเอ็มอี5แสนขาดสภาพคล่อง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ธพว.) เปิดเผยว่า เป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 5 แสนรายจะเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวและขาดสภาพคล่อง ทำให้เอสเอ็มอีไม่มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ให้ได้ทันตามกำหนด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และอัญมณีที่หลายรายเสียประวัติในการชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์แล้ว

ทั้งนี้ต้องการให้สถาบันการเงินผ่อนปรน เงื่อนไขเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่าย ขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ผ่านช่วงต่ำ สุดแล้ว และเศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

สำหรับธพว.ได้ขยายวงเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มจาก 2.1 หมื่นล้านบาท เป็น 4.8 หมื่นล้านบาทเพื่อเพื่มสภาพคล่องและรองรับการขยายกำลังการผลิต โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. ปล่อยสินเชื่อไปได้แล้ว 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ที่ 51%

“คณะกรรมการธพว.ได้มีการหารือกันว่า ที่ผ่านมาแบงก์ถูกตำหนิจากหลายฝ่ายว่าไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีนั้น เพราะส่วนหนึ่งแบงก์ยังอ่อนด้านการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นในวันที่ 3 ก.ย.นี้ จะจัดสัมมนาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีครึ่งปีหลัง และการร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกโรดโชว์ทั้ง 4 ภาค เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ”

สำหรับสถานการณ์การจ้างงานล่าสุดอยู่ในระดับที่ดีมาก เพราะผู้ประกอบการได้รับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้นหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีและยอดคำสั่งซื้อเพิ่ม ดังนั้นคาดว่าตัวเลขผู้ว่างงานปีนี้จะเหลือเพียง 5-6 แสนราย

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมเอกสารเพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตกับผู้ประกอบการทันทีหากที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 19 ส.ค. 52 มีความเห็นให้กรมโรงงานฯออกใบอนุญาตได้สำหรับโครงการที่ผ่านการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรม การกฤษฎีกา

ทั้งนี้โครงการ ที่ผ่านอีไอเอ และรอ ใบอนุญาตกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมมี 13 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 59,501 ล้านบาท เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอขยายโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงกฟผ.ขอตั้งโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี และขอขยายโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ, บริษัท ปตท.ขอตั้งโรงไฟฟ้าในโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดระยอง, บริษัทภูเขียว-ไอโอเอเนอยี ขยายโรงไฟฟ้าที่จังหวัดชัยภูมิ

บริษัทอนุรักษ์พลังงานซีเมนต์ไทยขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดสระบุรี 2 แห่งและที่จ.นครศรีธรรม ราชอีก 1 แห่ง, บริษัททีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดสระบุรี, บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) ขอตั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดลำปาง, บริษัทปูนซิเมนต์ เอเชีย ขอลงทุนปรับปรุงคุณภาพของเสียจากกระบวนการผลิตที่จ.สระบุรี, บริษัท อลูคอน ขยายการผลิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมที่จังหวัดชลบุรี และบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) ขยายการลงทุนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันที่ จ.ชลบุรี.

ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=14989&categoryID=310

คำถาม
1. กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คือกลุ่มใดบ้าง
2. ธพว.ได้ขยายวงเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดิม เป็นเงินเท่าไหร่
3. สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ที่กี่ %

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทิสโก้ขายกองหุ้นสหรัฐฯอีก

จัดทำโดย นางสาวศิริลักษณ์ จุมพลเสถียร เลขทะเบียน 5001103114

เรื่อง ทิสโก้ขายกองหุ้นสหรัฐฯอีก


IPOรอบแรกยอดทะลุ260ล.

บลจ.ทิสโก้ปลอบใจลูกค้า เปิดขาย "กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์" รอบใหม่ 24 ส.ค.นี้ หลังยอดไอพีโอรอบแรกทะลุ 260 ล้านบาท มั่นใจแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯยังไปได้ต่อ หวังเป็นทางเลือกรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปี

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดขาย "กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์ (TISCO US Equity Fund)"รอบใหม่ในวันที่ 24 ส.ค. 52 หลังจากที่เปิดขายรอบแรกไปเมื่อวันที่ 3-14 ส.ค.52 ที่ผ่านมา

และได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยมียอดจองซื้อเข้ามากว่า 260 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มกลับมาจากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว

"ด้วยความที่นักลงทุนหลายท่านไม่ได้ลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นปี จึงทำให้พลาดโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย จีน อินเดีย หรือประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ ดังนั้นการเปิดซื้อขายในครั้งนี้

จึงเป็นอีกช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจมาก สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆที่นับว่าปรับตัวสูงขึ้นไปมากแล้ว เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นอื่นๆอยู่"นายธีรนาถ กล่าว

สำหรับกองทุนทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ เป็นกองทุนที่จะลงทุนใน SPDR Trust,Series 1

กองทุนอีทีเอฟ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นชั้นนำในสหรัฐฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 มากที่สุด ซึ่งจุดเด่นของกองทุนอยู่ที่สภาพคล่องสูง

นายธีรนาถ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทาง บลจ.ทิสโก้ มีมุมมองที่ชัดเจนมาโดยตลอดว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัวได้ภายในปีนี้ บริษัทจึงแนะนำนักลงทุนให้ทยอยลงทุนตั้งแต่ต้นปี เพื่อรอโอกาสรับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวในอนาคต

โดยจุดมุ่งหมายที่เน้นการเป็นผู้นำในการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอยู่เสมอนั้น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีบริษํทไม่ได้เน้นออกกองทุนประเภทกำหนดระยะเวลาลงทุน (Term Fund) เช่น กองทุนพันธบัตรเกาหลี แต่จะเน้นเสนอขายกองทุนหุ้นและคอมมอดิตี้ในต่างประเทศ

ทั้งนี้เชื่อว่าลูกค้าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น "กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ฟันด์","กองทุนเปิด โกลด์ ฟันด์" และ "กองทุนเปิด ทิสโก้ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์ เจแปน ทริกเกอร์ 15% # 3" ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย 15% หลังเปิดขายไปเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น

"รวมถึงกองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์ ที่ปิดจองซื้อไปเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากนักลงทุน ทำให้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าจริงๆแล้วลูกค้าเริ่มมองเห็นการฟื้นตัวในระยะยาวแล้ว จึงทำให้เริ่มมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น และคอมมอดิตี้มากขึ้น"

ที่มา http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=30277

คำถาม

1. บลจ.ทิสโก้เปิดขาย"กองทุนเปิดทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์" รอบแรกโดยมียอดจองซื้อเข้ามาเท่าไหร่

2. จุดเด่นของกองทุนอีทีเอฟ คืออ่ะไร

3. ตั้งแต่ต้นปีบริษัทเน้นเสนอขายกองทุนหุ้นและคอมมอดิตี้ในต่างประเทศเพราะอะไร